วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มะละกอ

ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยูกินไม่ได้http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD
สรรพคุณ / ประโยชน์ของมะละกอ


มะละกอสุก ๆ เนื้อสีส้มแดงนี่แหละขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดของความมีประโยชน์ทีเดียว ใครไม่กินก็บอกได้เลยว่า คุณกำลังพลาดของดีชนิดที่สุขภาพไม่น่าให้อภัยเลย มะละกอสุกกินง่ายกว่ามะละกอดิบตั้งเยอะสามารถปอกเปลือกแล้วลำเลียงลงกระเพาะได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการปรุงแต่งแต่อย่างใด เป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมาให้เรา ฉะนั้นเรามาว่ากันถึงความอร่อยและมีประโยชน์ของมะละกอกันเลยดีกว่า

นอกจากเนื้อหวาน ๆ แสนอร่อยแล้วทุกส่วนของมะละกอยังสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ผลการวิจัยพบว่า ประโยชน์ของมะละกอมีอยู่มากมายตั้งแต่ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี บรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นที่มาของโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันอาการตับโต เป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ และสมอง

สรรพคุณและประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้นป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื่นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้ง แท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้นให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว
อาหารจากมะละกอ
มะละกอ มะละกอ มะละกอ ในครัวของหมอชาวบ้านเดือนนี้เต็มไปด้วยมะละกอทั้งดิบและสุก ตอนแรกเราคุยกันว่าจะทำอาหารจากมะละกอหลายประเภท เพื่อขานรับการแนะนำมะละกอในคอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้าของคุณเดชา อาหารที่หลายๆ คนช่วยกันนึก (ด้วยความอยากกิน) คือ
  • ส้มตำ
  • แกงส้มมะละกอ
  • แกงเหลืองมะละกอ
  • แกงป่ามะละกอ
แต่สุดท้ายทุกคนก็เห็นร่วมกันว่า อาหารเหล่านี้ชาวหมอชาวบ้านคงกินกันจนเบื่อแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มตำ ซึ่งจะว่าไปแล้วสูตรของใครก็ของคนนั้น เราจึงเปลี่ยนแผนขอเป็นการทำอาหารจากมะละกอที่มักถูกมองข้าม คือ ผัดมะละกอ และมะละกอต้มจิ้มน้ำพริก เพราะเวลาทำอาหารแบบนี้มะละกอมักถูกมองข้ามพืชผักชนิดอื่นมักถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่มะละกอเป็นพืพชผลที่หาได้ไม่ยาก ปลูกไว้ข้างบ้านสักต้นสองต้นก็พอกินได้ตลอดปี ที่สำคัญปลอดสารพิษฆ่าแมลง
คุณอาจจะลองทบทวนดูก็ได้ คุณจะพบว่า คุณมักผัดบวบใส่ไข่หรือใส่กุ้งบ่อยครั้ง แต่คุณแทบจะไม่นึกถึงมะละกอใส่ไข่เลย หรือเวลาคุณหาผักจิ้มน้ำพริก คุณจะนึกถึงชะอมมะเขือ แตงกวา ถั่วฝักยาว หน่อไม้ หรือแม้แต่มะระขี้นก แต่ดิฉันอยากจะบอกคุณว่ามะละกอต้ม (จะราดกะทิหรือไม่ราดก็ได้) จิ้มน้ำพริกนั้นอร่อย ปลอดจากสารพิษ น่าลิ้มลองจริงๆ และเห็นจะขาดไม่ได้คือมะละกอสุกซึ่งกินได้ทุกเพศทุกวัย นอกจากจะมีวิตามินเอสูงแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้อย่างเยี่ยมยอด แต่หลายๆ คนไม่ชอบกินมะละกอสุก บางคนไม่ชอบกินเพราะเห็นมันเละๆ ดูท่าทางไม่น่าอร่อย
วันนี้ดิฉันมีข้อแนะนำในการปอกมะละกอสุกให้ดูน่ากิน เริ่มต้นดังนี้นะคะ
1. หั่นมะละกอตามขวาง ขนาดพอประมาณ
2. แบ่งเป็นส่วนๆ ถ้าใช้แนวร่องของมะละกอก็จะยิ่งสวย
3.ใช้มีดคมๆ ปอกเปลือกทีละชิ้น (ตามรูป)
เคล็ดลับ คือ พยายามลงมือไถไปเพียงครั้งเดียวในแต่ละขั้น และมือควรจะแห้งและสะอาด ก่อนปอกล้างเปลือกมะละกอให้สะอาด และหาผ้าเช็ดให้แห้งก่อน ลองปอกแบบนี้ดูนะคะ ไม่แน่ว่าคนที่ไม่ชอบมะละกออาจจะเปลี่ยนมาชอบก็ได้ อย่าลืมเก็บเมล็ดมะละกอไว้ปลูกด้วยนะคะhttp://www.doctor.or.th/node/3867
‘พันธุ์มะละกอ’
การเกษตรเรื่องพันธุ์มะละกอ
มะละกอมีมากมายหลายพันธุ์ แต่มะละกอเป็นพืชที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จึงมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของบ้านเรา พันธุ์มะละกอที่นิยมปลูกในบ้านเรามีด้วยกันทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ
1. พันธุ์โกโก้ มีทั้งก้านใบสีน้ำตาลเข้มหรือสีม่วงเข้มหรือสีเขียวอ่อน พวกที่ก้านสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวจะสังเกตเห็นจุดประสีม่วงตามบริเวณลำต้นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในขณะต้นอายุไม่มาก พันธุ์โกโก้ เป็นพันธุ์ที่ออกดอกติดผลเร็ว ต้นเตี้ย อวบแข็งแรง มีขนาดผลขนาดเล็กถึงปานกลางผลค่อนข้างยาวผิวเกลี้ยงเป็นมันปลายผลใหญ่ หัวผลเรียว เนื้อแน่นและหนาสีแดงหรือสีชมพูเข้มรสหวานอร่อย               
2. พันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์ที่ลำต้นอวบแข็งแรง ต้นเตี้ยให้ดอกติดผลเร็ว ก้านใบสีเขียวอ่อน รูปทรงของผลยาวรีสีผลออกสีเขียวแก่หรือสีเขียวเข้ม มีเนื้อหนาแน่น เมล็ดน้อย ผลสุกเนื้อสีแดงเข้มมีรสหวาน
3. พันธุ์สายน้ำผึ้ง ลักษณะต้นเตี้ย ก้านใบยาวกว่าพันธุ์แขกดำ ผลค่อนข้างโตทรงผลป้าน คือด้านขั้วผลเล็กและขยายออกด้านท้ายผล เปลือกผลสีเขียว เมื่อสุกเนื้อออกสีแดงปนส้ม เนื้อหนาเนื้อแน่น มีเมล็ดมากรสหวาน
4. พันธุ์จำปาดะ เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นอวบแข็งแรง ออกดอกติดผลช้ากว่าพันธุ์โกโก้และพันธุ์แขกดำ ใบและก้านใบออกสีเขียวอ่อน ผลมีขนาดยาว ผลดิบมีสีเขียวอ่อนผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อค่อนข้างบางกว่าพันธุ์อื่นและเนื้อไม่ค่อยแน่น
http://www.การเกษตร.com/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD/

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไม้ไผ่

ประโยชน์จากไม้ไผ่
  ไม้ไผ่ เป็นไม้ที่ขึ้นง่ายและเติบโตเร็ว ขึ้นได้ดีในทุกสภาวะอากาศดำรงอยู่ได้ในพื้นดินทุกชนิด ที่สำคัญคือ ไผ่เป็นพันธุ์ไม้ที่อำนวยประโยชน์หลายประการ ทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม และเป็นพืชที่ลำต้นกิ่งมีลักษณะแปลกสวยงาม ไผ่เป็นไม้ที่ตายยาก ถ้าไผ่ออกดอกเมื่อใดจึงจะตาย แต่ก็ยากมากและนานมากที่ไผ่จะออกดอก ไม้ไผ่มีประโยชน์มากกับคนเราคนเราสามารถนำไม้ไผ่มาสร้างบ้านที่อยู่อาศัย  และทำเครื่องจักสานอื่นๆอีกมากมายสำหรับไม่ไผ่นั้นใช้ได้ทุกส่วนตั้งแต่ หน่อ ลำต้น ใบ ราก เยื่อไผ่ ขุยไผ่ มีประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน  ในปัจจุบันเราสามารถนำไม้ไผ่มาจักรสานทำเป็นอาชีพหารายได้ให้แก่ครอบครัว และยังเป็นงานที่เราส่งออกไปขายอยู่นอกประเทศสำหรับคนไทยเราแล้ว งานที่ใช้ฝีมือถือว่าเป็นงานที่ประณีตระเอียดและสวยงามมาก
ประโยชน์ของไม้ไผ่
1.  ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ
-   ป้องกันการพังทลายของดินตามริมฝั่ง
-   ช่วยเป็นแนวป้องกันลมพายุ
-   ชะลอความเร็วของกระแสน้ำป่าเมื่อฤดูน้ำหลากกันภาวะน้ำท่วมฉับพลัน
-   ให้ความร่มรื่น
-   ใช้ประดับสวน จัดแต่งเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจในบ้านเรือน
2.  ประโยชน์จากลักษณะทางฟิสิกส์
จากความแข็งแรง ความเหนียว การยืดหด ความโค้งงอ และการสปริงตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะประจำตัวของไม้ไผ่ เราสามารถนำมันมาใช้เป็นวัสดุเสริมในงานคอนกรีต และเป็นส่วนต่างๆ ของการสร้างที่อยู่อาศัยแบบประหยัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
3.  ประโยชน์จากลักษณะทางเคมีของไม้ไผ่
- เนื้อไผ่ใช้บดเป็นเยื่อกระดาษ
- เส้นไยใช้ทำไหมเทียม
- เนื้อไผ่บางชนิดสามารถสกัดทำยารักษาโรคได้
- ใช้ในงานอุตสาหกรรมนานาชนิด
4  การใช้ไม้ไผ่ในผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และอุสาหกรรม  แบ่งออกได้   ดังนี้        ผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานจากเส้นตอก ได้แก่ กระจาด  กระบุง  กระด้ง  กระเช้าผลไม้  ตะกร้าจ่ายตลาด  ชะลอม  ตะกร้าใส่ขยะ  กระเป๋าถือสตรี   เข่งใส่ขยะ  เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เช่น ข้องใส่ปลา  ลอบ  ไซ ฯลฯ
ผลิตภัณฑ์จากลำต้น และกิ่งของไม้ไผ่  ได้แก่  เก้าอี้  โต๊ะ  ชั้นวางหนังสือ  ทำด้ามไม้กวาด ไม้เท้า คันเบ็ด ราวตากผ้า โครงสร้างบ้านส่วนต่างๆ ทำแคร่ นั่งร้านก่อสร้าง  ท่อส่งน้ำ    รางน้ำ
ผลิตภัณฑ์จากเนื้อไม้ไผ่ ได้แก่  ถาดใส่ขนม   ทัพพีไม้    ตะเกียบ    ไม้เสียบอาหาร
 กรอบรูป  ไม้ก้านธูป ไม้พาย ไม้เกาหลัง เครื่องดนตรี พื้นบ้าน ไม้บรรทัด
        ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากไผ่ซีกได้แก่  โครงโคมกระดาษ   โครงพัด  โครงร่ม  ลูกระนาด
 คันธนู  พื้นม้านั่ง  แผงตากปลา  สุ่มปลา  สุ่มไก่
       5. ประโยชน์ทางด้านการบริโภค เช่น การนำหน่อไม้ไผ่มาทำเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นซุบ แกง ต้ม หรือนำมาดองจิ้มน้ำพริก      http://www.learners.in.th/blogs/posts/422462

ชนิดของไม้ไผ่


 1. ไผ่ตง
 แหล่งที่พบ :  ภาคกลาง (ปราจีนบุรีปลูกกันมากที่สุด)
ลักษณะ  :  ขนาดใหญ่ ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-12 เซนติเมตร
ปล้องยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ไม่มีหนาม

  2. ไผ่สีสุก
แหล่งที่พบ :  พบทั่วไป   มีมากในภาคกลางและภาคใต้
ลักษณะ : ลำต้นสีเขียวสด  ลำต้นขนาดสูง ปล้องใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นประมาณ7-10 เซนติเมตร ปล้องยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร ลำต้นเนื้อหนา ทนทานดีที่ข้อจะมีกิ่งเหมือนหนาม ทำให้บริเวณข้อค่อนข้างแข็งแรง


         4. ไผ่ป่าหรือไผ่หนาม
แหล่งที่พบ  :  มีทั่วทุกภาคของประเทศ
ลักษณะ  : ต้นแก่มีสีเขียวเหลือง เป็นไผ่ขนาดใหญ่ มีหนามและแขนง ปล้องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 -15 เซนติเมตร

         5. ไผ่ดำหรือไผ่ตาดำ
แหล่งที่พบ :   กาญจนบุรี  จันทบุรี
ลักษณะ : ลำต้นสีเขียวแก่ ค่อนข้างดำ ไม่มีหนาม ขนาดเส้นผ่านเส้นศูนย์กลางของปล้องประมาณ 7-10 เซนติเมตร ปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร เนื้อหนา ลำต้นสูง 10-12 เมตร

 6. ไผ่เฮียะ
แหล่งที่พบ  :  มีทางภาคเหนือ
ลักษณะ  :ลำต้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-10 เซนติเมตร ปล้องยาวขนาด 50-70 เซนติเมตร ข้อเรียบ  เนื้อหนา 1-2 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 10-18 เมตร



7. ไผ่รวก
แหล่งที่พบ :  กาญจนบุรี
ลักษณะ :  ลำต้นเล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.7 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร  เมื่อโตจะเป็นกอๆ 
http://vachirapilan.wordpress.com/2009/11/22/assignment-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%86%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1/
คุณลักษณะพิเศษของ "ไผ่"
๑.ไผ่โตเร็วสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ภายในเวลา ๑ - ๔ ปี และใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่รากไผ่เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ หนิอไผ่หรือหน่อไม้ใช้ทำอาหาร กาบหรือใบไผ่ใช้ห่ออาหารหรือหมักปุ๋ย กิ่งและแขนงใช้ทำรั้ว ลำต้นใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่าง ตั้งแต่นำมาใช้ปลูกสร้างที่พักอาศัยและแปรรูปเป็นเครื่องจักสานและเครื่องมือเครื่องใช้นานาชนิดจนถึงนำมาใช้เกี่ยวกับความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย
           คังนั้นชาวนาจึงมักปลูกไผ่ตามหัวไร่ปลายนา และปลูกไว้รอบๆบ้าน เพื่อใช้เป็นรั้วบ้านและป้องกันพายุ เพราะไม้ไผ่จะลู่ตามลมไม่หักโค่นเหมือนไม้อื่น หากปลูกไผ่ไว้ตามริมแม่น้ำลำคลอง จะช่วยชะลอความเร็วของกระแสน้ำไม่ให้ดินพัวทะลายง่าย นอกจากนี้ไผ่ยังใช้เป็นอาหารในครัวเรือนได้ด้วย
 ๒. ไผ่มีลำต้นตรงและกลวงคล้ายหลอดและมีปล้องข้อคั่นเป็นปล้องๆ จึงใช้เป็นภาชนะประเภทกระบอก ถ้วย สำหรับใส่ของเหลว เช่นใช้เป็นกระบอกน้ำ กระบอกน้ำตาล ซึ่งใช้กันทั่วไปในหลายประเทศ ลักษณะพิเศษของไม้ไผ่นี้สามารถนำมาใช้สร้างอาคารที่พักอาศัยได้ โดยนำมาทำเป็นโครงสร้างของบ้านเรือน ใช้เป็นพื้นเรือน ฝาเรือน ใช้ทำรางน้ำ ท่อน้ำ และทำเครื่องดนตรีประเภทขลุ่ยได้ดีอีกด้วย

   ๓. เนื้อไผ่เป็นเส้นตรงมีความยืดหยุ่นในตัวเองและสามารถคินตัวสู่สภาพเดิมได้ เมื่อนำไม้ไผ่มาแปรรูปก็จะสามารถใช้ประโยชน์ได้ดี เพราะเนื้อไม้ไผ่เป็นเส้นตรง นำมาจักเป็นปื้นบางๆ หรือเหลาเป็นเส้นได้ดี จึงใช้ทำเครื่องจักสานนานาชนิดได้ ทั้งเครื่องจักสานที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรงมั่นคง สำหรับใช้งานหนักจนถึงเครื่องจักสานขนาดเล็กที่มีความปราณีตบอบบาง และเพราะคุณสมบัติในที่มีความยืดหยุ่น จึงเหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องหาบหรือหาม เช่น คาน คันกระสุน คันธนูและเมื่อแปรรูปเป็นตอกก็ยังมีความยืดหยุ่นคืนรูปทรงเดิมได้ง่ายจึงทำให้ภาชนะจักสานที่ทำจากไผ่มีคุณลักษณะพิเศษต่างไปจากภาชนะที่ทำจากวัตถุดิบชนิดอื่น
ผลิตภัณท์ไม้ไผ่

พูดถึงไผ่แล้ว หลาย ๆ คนคงรู้ว่าประโยชน์ของไม้ไผ่มีมากมาย ไม่ต่างจากต้นกล้วยที่สามารถนำทุกส่วนของมันมาใช้ได้ เริ่มตั้งแต่หน่ออ่อนของไผ่ เอามาทำเป็นอาหารอร่อยนานาชนิดทั้งคาวหวาน อาหารคาวคงไม่ต้องพูดถึง เราต่างก็รู้กันอยู่ว่ามีอะไรบ้าง แต่ของหวานที่ทำจากหน่อไม้นี่สิ น่าแปลก ชาวปราจีนฯ เขาคิดนำหน่อไม้ที่มีอยู่มากมายและเป็นของขึ้นชื่อของเมืองมาซอยเป็นชิ้น เล็ก ๆ ต้มแล้วบดก่อนผสมกับแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล กะทิ ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วนำไปนึ่ง ได้ขนมอร่อยมาอีกอย่างหนึ่ง
จากหน่อมาสู่ลำต้นสูงยาวเป็นปล้อง ซึ่งลำต้นนี่แหละที่เป็นสาระสำคัญของจับจ่ายรายทางฉบับนี้ เพราะ “ยายกระปุก” รู้มาว่า ชาวจังหวัดปราจีนบุรีนิยมปลูกไผ่กันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อตัดหน่อไม้ขายและนำ ต้นไผ่มาตัดมาจักเป็นสิ่งของเครื่องใช้เพื่อส่งขายตามบริเวณตลาดอื่น ๆ และวางขายอยู่ริมถนนสำหรับผู้ผ่านทางได้แวะซื้อ
“ยายกระปุก” จึงเดินทางด้วยเวลาเพียง ๓ ชั่วโมง มายังบ้านโง้ง อำเภอประจันตคาม แหล่งผลิตข้าวของเครื่องใช้จากไม้ไผ่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อเก็บเรื่องราวของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมาฝากกัน
“ของใช้จากไม้ไผ่น่ะหรอ เกิดมาก็เห็นแล้ว” คุณป้าวัยห้าสิบกว่า ๆ บอกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมด “ชาวบ้านโง้ง จักสานไม้ไผ่เป็นกันทุกคนแหละ เมื่อก่อนจะสานกันตอนว่างจากหน้านา แต่เดี๋ยวนี้สานกันทุกวัน”

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันนี้อาชีพจักสานซึ่งเคยเป็นอาชีพเสริมได้ก้าวขึ้นมาเป้นอาชีพหลัก สำหรับชาวบ้านโง้งไปแล้ว ไม่ว่าเด็ก หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างก็มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่กันถ้วนหน้า
“ผมมาทำงานเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ครับ” หนึ่มน้อยวัยไม่เกินสิบห้าบอกขณะที่มือกำลังง่วนอยู่กับการเจาะรูปล้องลำไผ่ เพื่อสอดไผ่ลำเล็กเข้าเป็นขั้นบันได ได้ค่าาแรงอันละสิบห้าบาท วันนึงทำได้สิบกว่าอัน”
ไม่ไกลกันนัก เสียงตอกตะปูโป๊ก ๆ ดังมาจากกลุ่มของเด็ก ๆ วัยประถม ๕-๖ คน ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาตอกตะปูลงบนแคร่ไม้ไผ่ เด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้ค่าขนมจากการทำงานนี้กันวันละกว่าร้อยเช่นกัน
ที่ศาลาริมทาง คุณตาคนหนึ่งนั่งก้มหน้าก้มตาจัดดอกอ้อแห้งเป็นกำสำหรับนำไปประกอบกับด้าม ไม้ไผ่เป็นไม้กวาด มือเหี่ยวย่นและสั่นเทาคู่นั้นค่อย ๆ แยกดอกอ้อเป็นกำอย่างเชื่อช้า ดอกอ้อนี้มาจากแถบจังหวัดแพร่ น่าน ส่วนด้ามใช้ไม้ไผ่ที่สั่งมาจากจังหวัดอุบลราชธานี
“เดี๋ยวนี้ไม้ไผ่ปราจีนฯ มีไม่พอแล้ว” คุณป้าพยุง สหนาวิน แม่ค้าผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ริมถนนสายประจันตคาม-กบินทร์บุรี เล่าให้ฟัง
“เราต้องสั่งวัตถุดิบจากที่อื่นมาผลิต ของที่ทำที่นี่ก็มีไม้กวาด เข่ง สุ่มไก่ บันได ชุดรับแขก ส่วนพวกตะกร้า กระบุงนี่รับมาจากที่อื่น ไม่แพงหรอก ชุดรับแขกชุดละห้าร้อยบันไดอันละร้อยกว่าบาท ตะกร้า กระบุง อันละยี่สิบสามสิบเท่านั้นเอง
และด้วยราคาย่อมเยานี่เองที่ทำให้มีนักท่องเที่ยวหยุดรถแวะซื้อสินค้ากัน เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่หยุดติดต่อกันหลายวัน นักท่องเที่ยวจะเยอะเป็นพิเศษ และรายได้ก็จะกระจายไปยังชาวบ้านโง้งมากกว่าเดิม
ริมทางหลวงหมายเลข ๓๓ มีเพิงร้านค้าริมทางตั้งเรียงกันเป็นทิวแถว สินค้าที่แขวนที่วางไม่แตกต่างกัน ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานและฝีมือของคนไทย นั่นคืองานจักสานไม้ไผ่ที่มีมาตั้งแต่อดีตกาลจนถึงวันนี้ แม้ว่าสารสังเคราะห์สีสันสดใสจะแทรกผ่านมาตามกระแสวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่หัตถกรรมจากธรรมชาติก็ยังไม่เลือนหายไปเสียทีเดียว ตราบเท่าที่ยังมีคนเห็นคุณค่าของมัน...แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยก็ตามที
http://www.highlightthailand.com/th/main/detail_content/Bamboo-Products-from-Prachin-Buri/37.html